วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

นิติวิธีของระบบคอมมอนลอว์

นิติวิธีของนักฎหมายในระคอมมอนลอว์นั้น นักกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์จะให้ความสำคัญต่อหลักกฎหมายจากคำพิพากษาทั้งนี้เพราะระบบกฎหมายคอมมอนลอว์อยู่ภายใต้หลักที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า เป็นระบบกฎหมายที่ศาลได้กำหนดขึ้น(Judge made law) ดังนั้นนิติวิธีของระบบคมอมอนลอว์จึงเป็นหลักที่ได้มาจากการเที่ยงเคียวหลักในคำพิพากษาของศาล (Precedent) หลักการใช้กฎหมายของระบบคอมมอนลอว์จึงมักเป็นหลักเฉพาะเรื่องมาสู่หลักเกณฑ์ทั่งไป (หลักคอมมอนลอว์) โดยการที่ศาลได้พิพากษาเป็นกรณีๆ นี้ ได้ทำให้มีหลักเกณฑ์ขึ้นคำพิพากษาของศาลจึงเป็นการจัดให้ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยและถือเป็นบรรทัดฐานที่ต้องเคารพนับถือคำพิพากษาจะต้องเคารพนับถือคำพิพากษานั้น ๆมากกว่าที่จะเป็นหลักทั่วไปที่เป็นระบบและเป็นเอกภาพแบบในระบบซีวิลลอว์ หลักเกณฑ์การใช้กฎหมายในระบบคอมมอนลอว์นั้นตั้งอยู่บนรากฐานของหลักเหตุผลในคำพิพากษา(The ratio decidendi) และต้องกำเนินตามแนวรำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords) ที่เป็นแบบอย่าง(Precedent) และจะใช้กับกรณีที่ประเด็นแห่งคดีมีข้อเท็จจริงแบบเดียวกันเท่านั้น นักกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์จะเลี่ยงที่จะนำเอาหลักเกณฑ์ที่ศาลกำหนดขึ้นมาใช้อย่างครอบคลุมแบบการใช้หลักกฎหมาย (Doctrine) เพราะการทำเช่นนั้นจะถูกลือว่าป็นการบิตเบือนกฎหมายทีเดียวและเนื่องจากการใช้กฎหมายของระบบคอมมอนลอว์เป็นการใช้กฎหมายเฉพาะกรณี (Case law) ดังนั้นวิธีการใช้กฎหมายจึงเป็นการพิเคราะห์แยกแยะข้องเท็จจริง กล่าวคือ หากเป็นข้อเท็จจริงที่เคยเป็นประเด็นและได้แนวคำพิพากษาไว้แล้วก็ต้องถือตามนั้น แต่ถ้าข้อเท็จจริงต่างกันนักกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์ก็จะแก้ปัญหาโดยการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้หรือไม่ (แม้ว่านักกฎหมายระบบคมอมอนลอว์มักจะเห็นว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งแปลกปลอมและไม่ค่อยยอมรับฐานะของกฎหมายประเภทนี้ โดยมองว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นบทยกเว้นหลักทั่วไป และมุ่งใช้กฎหมายตามรำพิพากษามากกว่าและจะไม่ยอมรับเข้าสู่ระบบกฎหมายอย่างจริงจังจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลใดศาลหนึ่งนำบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นไปใช้บังคับเสียก่อน และเมื่อเกิดข้อพิพาททำนองเดียวกัน ศาลที่พิจารณาคดีมักจะนิยมอ้างคำพิพากษามากกว่าอ้างบทกฎหมาย) และจากการคลี่คลายทางประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งระหว่างศาลกับสภานิติบัญญัติ จากค่านิยมทางกฎหมายที่สืบทอดกันมาและทัศนคติต่อกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่แตกต่างกัน ประกอบกับความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับระบบที่ตั้งอยู่บนรากฐานของประสบการณ์มากกว่าทฤษฎีทำให้นักกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์มีวิธีการตีตวามกฎหมายลายลักษณ์อักษรมีวิธีการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่แตกต่างจากวีการของนักกฎหมายในระบบซีวิลลอว์ หลักการตีความกฎหมายในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ที่รู้จักกันโดยทั่วไปมีอยู่ 3 หลักคือ
1) หลักการตีความถ้อยคำตามตัวอักษร (Literal Rule) หลักการตีความตามตัวอักษรหรือตาม หลักภาษา เป็นกฎข้อแรกและข้อสำคัญที่สุดในการตีความ โดยมีกฎของการตีความ คือ ศาลจะต้องหาความหมายของบทบัญญัติตามที่ผู้บัญญัติได้แสดงออกมาโดยชัดแจ้งในบทบัญญัตินั้น ไม่ว่าผลของการตีความจะเป็นประการใด ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในบทบัญญัตินั้น ไม่ว่าผลของการตีความจะเป็นประการใด ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดและมีความหมายเพียงอย่างเดียวศาลต้องบังคับให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แม้ว่าผลจะเป็นไปในทางเหลวไหลไร้สาระ เรือ ไปในทางร้ายก็ตาม หน้าที่ของศาลไม่ใช่อยู่ที่การทำให้กฎหมายสมเหตุสมผลแต่อยู่ที่แสดงความหมายของมันออกมาตามที่เป็นอยู่ตามความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำ การจะอาศัยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการบัญญัติกฎหมายเป็นเครื่องช่วยในการหาความหมายเป็นสิ่งต้องห้าม
2) หลักการตีความโดยเล็งผลเลิศ (Golden Rule) ตามปกติศาลต้องตีความตามความหมายตามธรรมดาของถ้อยคำที่ใช้หรือตามหลักภาษาเว้นแต่ผลของการนั้นจะขัดต่อความมุ่งหมายจองกฎหมายอย่างรุนแรง ก็อาจจะตีความตามความมุ่งหมายของผู้ร่างจะต้องไม่ตีความจนเลยเถิด และจะใช้ต่อเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงในทางร้ายอย่างมาเท่านั้น
3) หลักการตีความตามหลักแก้ไขข้อเสีย(Mischief Rule) เป็นข้อยกเว้นของหลักการตีความตามตัวอักษร คือ เป็นการตีความโดยคำนึงถึงเหตุและเจตนารมณ์ของผู้บัญญัติกฎหมาย ถ้าเป็นกรณีที่บท่บัญญัตินั้นบัญญัติขึ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของหลักคอมมอนลอว์ให้ดีขึ้น หลักเรื่องนี้มีขึ้นเพื่อรองรับนโยบายทั่วไปของบทบัญญัติที่มุ่งปรับปรุงคอมมอนลอว์โดยตรง โดยหลักการตีความในหลักที่ 3 นี้ ศาลสูงของอังกฤษในคดีHeydon ’s Case (1584) 3 Co Rep. 7 A. ได้วางหลักไว้ว่าศาลจำเป็นที่ต้องพิจารณาจากแนวทางการแก้ไขข้อบกพร่อง 4 ประการ ดังนี้ ก) ต้องพิจารณาก่อนว่าก่อนที่จะมีการตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับนั้นใช้บังรับ หลักคอมมอนลอว์มีอยู่ประการใด ข) มีข้อบกพร่องประการใดที่หลักคอมมอนลอว์มิได้ให้ช่องทางแก้ไขเอาไว้ ค) รัฐสภาได้ให้ทางแก้ไขข้อบกพร่องนั้นไว้ประการใด ง) เหตุผลของการแก้ไข่ข้อบกพร่องนั้นมีประการใด ในกรที่ศาลจะใช้หลักนี้ โดยปกติศาลจะต้องอ้างอิงถึงเหตุผลที่ฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้นใช้บังคับจากคำปรารภในกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับนี้นเองหรือจากรายงานของคณะกรรมการพิจารณาค้นคว้าปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนั้นโดยตรง
กรณีหาปรากฏว่าไม่มีบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้ นักกฎหมายในระบบรอมมอนลอว์จะแก้ไขปัญหาโดยการพิจารณาว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นมีจารีตประเพณีที่จะนำมาปรับใช้ได้หรือไม่ หากปรากฎว่าไม่มีจารีตประเพณีที่จะนำมาปรับใช้ได้นักกฎหมายในระบบคมอมอนลอว์ก็จะแก้ไขปัญหาโดยการพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้น ได้มีข้อคิดข้อเขียนของนักนิติศาสตร์เขียนไว้อย่างไรนำมาปรับใช้กับข้อพิพาทนั้นได้หรือไม่ หากปรากฏว่าไม่เคยมีข้อคิดข้อเขียนของนักนิติศาสตร์เขียนไว้ นักกฎหมายในระบบคมอมอนลอว์ก็จะแก้ไขปัญหาเป็นประการสุดท้ายคือ การใช้หลักเหตุผลของข้อเท็จจริงและหลักความยุติธรรม (Equity) มาปรับใช้อันถือว่าเป็นเครื่องมือในการอุดช่องว่างกฎหมายของระบบคอมมอนลอว์ กล่าวคือ เป็นการค้นหาหลักเกณฑ์ หรือสร้างหลักเกณฑ์ขึ้นใหม่โดยใช้หลักเหตุผล และหลักความยุติธรรมจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เเละไม่ว่าจะเป็นไปในทางกฎหมายแพ่งหรือในทางกฎหมายอาญาศาลในระบบคอมมอนลอว์ก็สามารถค้นหาหลักเกณฑ์หรือสร้างหลักเกณฑ์ขึ้นใหม่ได้
นิติวิธีที่กล่าวมานี้เป็นการใช้และเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายตามแนวความคิดหรือทัศนคติของนักกฎหมาย

หลักความยุติธรรม

ระบบคอมมอนลอว์ตั้งอยู่บนรากฐานของจารีตประเพณีและหลักเหตุผลของข้อเท็จจริงอันเป็นเครื่องมือในการอุดช่องว่างกฎหมาย และเป็นบ่อเกิดที่ไม่มีขอบเขตซึ่งช่วยให้กฎหมายอังกฤษสามารถพัฒนามาได้จนถึงปัจจุบัน นอกจานี้กฎหมายอังกฤษยังมีหลักความยุติธรรม (EQuity) เป็นบ่อเกิดของกฎหมายที่คู่เคียบกับหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ แต่หลักความยุติธรรมที่จะใช้บังคับได้นั้น ในปัจจุบันได้เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาไปแล้ว หลักความยุติธรรมจึงมีฐานะเช่นเดียวกับหลักกฎหมายตามคำพิพากษาไปแล้ว หลักความยุติธรรมจึงมีฐานะเช่นเดีวกับหลักกฎหมายตามคำพิพากษาคืจะนำหลักยุติธรรมใช้ได้ฉพาะที่เคยมีในแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาแล้วเท่านั้น

ข้อคิดข้อเขียนของนักนิติศาสตร์

งานเขียนทางนิติศาสตร์ในอังกฤษนั้นมี 2 ประเภท คือ งานเขียนของนักวิชาการ กับงานเขียนของผู้พิพากษาในอดีตงานเขียนของนักวิชาการไม่ได้รับความสนใจจากนักกฎหมายอังกฤษเท่าใดนัก แต่งานเขียนของผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงเช่น Glanvill,BractonและLittleton ได้รับการยอมรับนบึอเหมือนเป็นคัมภีร์กฎหมาย แต่ภายหลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน งานเขียนของนักวิชาการเริ่มมีบทบาทและเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจจากนักนิติศาสตร์มากขึ้น แต่ก็ยังด้อยกว่าหลักกฎหมายจากคำพิพากษา

จารีตประเพณี

จารีตประเพณี คือ รูปแบบพื้นฐานของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ในอดีตจารีตประเพณีมีความสำคัญมากในฐานะที่วางแนวปฏิบัติของชนกลุ่มน้อยในประเทศอังกฤษ เมื่อพระเจ้าวิลเลี่ยมมหาราชประกาศกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับทั่งไปภายใต้ศาลหลวงที่นำจารีตประเพณีมาผสมผสานและปรับใช้โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมเป็นรายกรณี จนนำไปสู่การยึดมั่นในหลักการถือปฏิบัติตามแนวคำพิพากษาบรรทัดฐานมากกว่าจารีตประเพณีเดิมๆ ในอดีต และเมื่อศาลยอมรับบังคับตามจารีตประเพณีใด ก็จะทำให้จารีตประเพณีนั้นหมดความสำคัญที่จะนำมาอ้างได้อีก เพราะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งจองหลักกฎหมายจากคำพิพากษาไปแล้ว

บทกฎหมายลายลักษณ์อักษร

เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยรัฐสภา และบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรมีฐานะเป็นบ่อเกิดกฎหมายลำดับรองทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเนื่องจากการขยายตัวของสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นนับตั้งแต่ประเทศอังกฤษได้เริ่มเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยโดยกำเนินแนวทางรัฐสวัสดิการ และนำประเทศเข้าสูระบบประชาคมเศรษฐกิจยุโรป บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรจึงได้ทวีความสำคัญและเริ่มมีการยอมรับว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นบ่อเกิดของกฎหมายเทียบเท่าหลักกฎหมายในคำพิพากษามากขึ้นทุกที โดยรัฐสภาได้มีบทบาทในการตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรมาใช้มากยิ่งขึ้น ซึ่งศาลคอมมอนลอว์ต้องยอมรับบังคับใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้น โดยถือว่าบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นข้อยกเว้นของหลักคอมมอนลอว์และหากว่าบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นขัดแย้งกับแนวคำพิพากษาเช่นนี้ถือว่าแนวคำพิพากษานั้นถูกยกเลิกไป การใช้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนี้ในกรณีบทกฎหมายนั้นชัดเจนผู้พิพากษาจะปรับใช้กฎหมายตามตัวอักษรแต่ถ้าเป็นที่สงสัยศาลจะตีความให้มีความหมายอย่างแคบเพื่อที่จะไม่ให้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นเข้าตัดทอนของเขตของหลักคอมมอนลอว์ ทั้งนี้เพื่อจะรักศาไว้ซึ่งอำนาจศาลให้มาที่สุด อย่างไรก็ตามในทัศนของผู้พิพากษาคอมมอนลอว์มักถือว่าบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรมีฐานะต่ำกว่าหลักกฎหมายจากคำพิพากษาและจะไม่ยอมรับเข้าสู้ระบบกฎหมายอย่างจริงจังจนกว่าจะมีรำพิพากษาของศาลใดศาลหนึ่งในบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นไปใช้บังคับเสียก่อน และเมื่อเกิดข้อพิพากษาทำนองเดียวกัน ศาลที่พิจารณาคดีมักจะนิยมอ้างคำพิพากษามากกว่าอ้างกฎหมาย

หลักกฎหมายจากคำพิพากษา

บ่อเกิดของกฎหมายท่ำคัญที่สุดในระบบคอมมอนลอว์ คือ หลักกฎหมายจากคำพิพากษาของศาล โดยสืบทอดมาจากระบบศาลหลวงที่ถือว่าเหตุผลได้รับการพิเคราะห์ข้อเท็จจริงเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดสำหรับตัดสินข้อพิพาท เพราะเหตุผล (Reason) มีค่าเป็นกฎหมายอยู่แล้ว ศาลเป็นเพียงผู้ค้นพบและประกาศใช้ และการที่ศาลระบบคอมมอนลอว์ยอมผูกพันตามแนวคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานก็เป็นไปตามหลักที่ว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่การที่ศาลระบบคอมมอนลอว์จะยอมผูกพันยืดถือตามแนวคำพิพากษาเดิม(The Doctrine precedent)นั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการ คือ
(1) ส่วนที่เป็นเหตุผลที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดีนั้น (The ratio decidendi)
(2)คำพิพากษาน้นต้องเป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords)
ดังนี้จะเห็นได้ว่าการพัฒนาหลักกฎหมายต่างๆ ในระบบคอมมอนลอว์นั้นจะถูกรุงแต่งโดยศาลหรือผู้พิพากษา ทำให้กฎหมายมีรายละเอียดมากในทางฎิบัติและผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ จนกระทั้งนักกฎหมายมีรายละเอียดมากในทางปฎิบัติและผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ จนกระทั้งนักกฎหมายไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษาเชิงทฤษฎี บทบาทของมหาวิทยาลัยกฎหมายและนักวิชาการอยู่ในวงแคบ ทำให้การพัฒนากฎหมายอยู่ในมือของนักปฎิบัติ คือ ศาลและเนติบัณฑิต ซึ่งรับการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย ระบบกฎหมายคาอมมอนลอว์จึงได้รับการพัฒนาแบบเป็นไปเองภายใต้หลัก “เหตุผลในคำพิพากษา(The ratio decidendi)” เป็นผลให้โครงสร้างของกฎหมายขาดลักษณะที่เป็นระเบียบสอดคล้องกันไม่เป็นตรรกและเข้าใจยากว่าในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ ซึ่งได้รับการพัฒนาจากนักวิชาการทางนิติศาสตร์และมีลักษณะเป็นระบบมากกว่า ผู้พิพากษาหรือศาลในระบบคอมมอนลอว์นี้มีบทบาทสำคัญมากจนกระทั่งเราเรียกระบบกฎหมายนี้ว่า ระบบกฎหมายที่ศาลกำหนดขึ้น (Judge made law) และอาจกล่าวได้ว่าคำพิพากษาของศาลคอมมอนลอว์นั้น นอกจากจะมีบทบาทในการปรับปรุงใช้กฎหมายแก่ข้อเท็จจริงแล้วยังมีบทบาทในการวางนิติวิธีทางกฎหมายด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอำนาจของศาลในระบบคอมมอนลอว์มีมากกว่าในระบบซีวิลลอว์มาก หลักเกณฑ์ที่ศาลตั้งขึ้นจากการพิจรณาข้อเท็จจริงโดยคำพิพากษานี้จะต้องได้รับการถือตาม (Precedent) เพื่อให้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์มีหลักประกันความแน่นอนและไม่ตกอยู่ภายใต้อำเภอใจของผู้พิพากษา อย่างไรก็ตามการถือตามแนวคำพิพากษานี้มีปัญหาว่านานไปแนวคำพิพากษานั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีข้อยกเว้นการใช้หลัก (Precedent) นี้ในกรณีที่ข้อพิพากษาต่างกัน เรียกว่า “หลักพิเคราะห์แยกแยะความแตกต่าง”(The Technique of Distinctions) คือว่าถ้าข้อเท็จจริงในคดีเหมือนกันทุกประการก็ต้องถือตามแนวบรรทัดฐานเดิม(Precedent) แต่ถ้าวิเคราะห์ออกมาแล้วปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นต่างกัน ศาลก็ไม่ต้องถือตามแนวบรรทัดฐาน และหากหลักที่ศาลวางไว้มิได้เป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงแต่เป็นเพียงข้อสังเกตหรือข้ออ้างที่กล่าวไว้ (Obiter dictum) โดยศาลมิได้มุ่งให้มีผลผูกพันในอนาคต ข้อสังเกตเช่นนั้นก็ไม่มีอำนาจบังคับให้ถือตาม ด้วยหลักพิเคราะห์แยกแยะความแตกต่าง นี้ทำให้ศาลอังกฤษสามารถพัฒนาระบบกฎหมายที่ยึดหยุ่นและสามารถแก้ไขปัญหาใหม่ ๆที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องกลับหลักกฎหมายที่มีมาแต่เดิม
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลจะต้องเจริญรอยตามรำพิพากษาก่อนๆ ซึ่งเป็นแบบอย่าง (Precedent) ก็ตาม แต่หากว่าในกรณีที่คดีก่อนศาลได้ตัดสินไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords) ในคดีปัจจุบันอาจพิพากษาว่าคดีก่อนได้พิพากษาผิดพลาดไปและพิพากษากลับหลักเกณฑ์ที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดไว้ก็ได้ กรณีเช่นนี้ถือเป็นการสร้างแบบอย่าง (Precedent) ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพื่อความยึดหยุ่นและเหมาะสมกับสถานการณ์
ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

หลักกฎหมายจากคำพิพากษา

บ่อเกิดของกฎหมายท่ำคัญที่สุดในระบบคอมมอนลอว์ คือ หลักกฎหมายจากคำพิพากษาของศาล โดยสืบทอดมาจากระบบศาลหลวงที่ถือว่าเหตุผลได้รับการพิเคราะห์ข้อเท็จจริงเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดสำหรับตัดสินข้อพิพาท เพราะเหตุผล (Reason) มีค่าเป็นกฎหมายอยู่แล้ว ศาลเป็นเพียงผู้ค้นพบและประกาศใช้ และการที่ศาลระบบคอมมอนลอว์ยอมผูกพันตามแนวคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานก็เป็นไปตามหลักที่ว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่การที่ศาลระบบคอมมอนลอว์จะยอมผูกพันยืดถือตามแนวคำพิพากษาเดิม(The Doctrine precedent)นั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการ คือ
(1) ส่วนที่เป็นเหตุผลที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดีนั้น (The ratio decidendi)
(2)คำพิพากษาน้นต้องเป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords)
ดังนี้จะเห็นได้ว่าการพัฒนาหลักกฎหมายต่างๆ ในระบบคอมมอนลอว์นั้นจะถูกรุงแต่งโดยศาลหรือผู้พิพากษา ทำให้กฎหมายมีรายละเอียดมากในทางฎิบัติและผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ จนกระทั้งนักกฎหมายมีรายละเอียดมากในทางปฎิบัติและผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ จนกระทั้งนักกฎหมายไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษาเชิงทฤษฎี บทบาทของมหาวิทยาลัยกฎหมายและนักวิชาการอยู่ในวงแคบ ทำให้การพัฒนากฎหมายอยู่ในมือของนักปฎิบัติ คือ ศาลและเนติบัณฑิต ซึ่งรับการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย ระบบกฎหมายคาอมมอนลอว์จึงได้รับการพัฒนาแบบเป็นไปเองภายใต้หลัก “เหตุผลในคำพิพากษา(The ratio decidendi)” เป็นผลให้โครงสร้างของกฎหมายขาดลักษณะที่เป็นระเบียบสอดคล้องกันไม่เป็นตรรกและเข้าใจยากว่าในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ ซึ่งได้รับการพัฒนาจากนักวิชาการทางนิติศาสตร์และมีลักษณะเป็นระบบมากกว่า ผู้พิพากษาหรือศาลในระบบคอมมอนลอว์นี้มีบทบาทสำคัญมากจนกระทั่งเราเรียกระบบกฎหมายนี้ว่า ระบบกฎหมายที่ศาลกำหนดขึ้น (Judge made law) และอาจกล่าวได้ว่าคำพิพากษาของศาลคอมมอนลอว์นั้น นอกจากจะมีบทบาทในการปรับปรุงใช้กฎหมายแก่ข้อเท็จจริงแล้วยังมีบทบาทในการวางนิติวิธีทางกฎหมายด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอำนาจของศาลในระบบคอมมอนลอว์มีมากกว่าในระบบซีวิลลอว์มาก หลักเกณฑ์ที่ศาลตั้งขึ้นจากการพิจรณาข้อเท็จจริงโดยคำพิพากษานี้จะต้องได้รับการถือตาม (Precedent) เพื่อให้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์มีหลักประกันความแน่นอนและไม่ตกอยู่ภายใต้อำเภอใจของผู้พิพากษา อย่างไรก็ตามการถือตามแนวคำพิพากษานี้มีปัญหาว่านานไปแนวคำพิพากษานั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีข้อยกเว้นการใช้หลัก (Precedent) นี้ในกรณีที่ข้อพิพากษาต่างกัน เรียกว่า “หลักพิเคราะห์แยกแยะความแตกต่าง”(The Technique of Distinctions) คือว่าถ้าข้อเท็จจริงในคดีเหมือนกันทุกประการก็ต้องถือตามแนวบรรทัดฐานเดิม(Precedent) แต่ถ้าวิเคราะห์ออกมาแล้วปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นต่างกัน ศาลก็ไม่ต้องถือตามแนวบรรทัดฐาน และหากหลักที่ศาลวางไว้มิได้เป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงแต่เป็นเพียงข้อสังเกตหรือข้ออ้างที่กล่าวไว้ (Obiter dictum) โดยศาลมิได้มุ่งให้มีผลผูกพันในอนาคต ข้อสังเกตเช่นนั้นก็ไม่มีอำนาจบังคับให้ถือตาม ด้วยหลักพิเคราะห์แยกแยะความแตกต่าง นี้ทำให้ศาลอังกฤษสามารถพัฒนาระบบกฎหมายที่ยึดหยุ่นและสามารถแก้ไขปัญหาใหม่ ๆที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องกลับหลักกฎหมายที่มีมาแต่เดิม
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลจะต้องเจริญรอยตามรำพิพากษาก่อนๆ ซึ่งเป็นแบบอย่าง (Precedent) ก็ตาม แต่หากว่าในกรณีที่คดีก่อนศาลได้ตัดสินไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords) ในคดีปัจจุบันอาจพิพากษาว่าคดีก่อนได้พิพากษาผิดพลาดไปและพิพากษากลับหลักเกณฑ์ที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดไว้ก็ได้ กรณีเช่นนี้ถือเป็นการสร้างแบบอย่าง (Precedent) ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพื่อความยึดหยุ่นและเหมาะสมกับสถานการณ์
ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป